ทองผาภูมิ เสน่ห์แห่งผืนป่าซีกตะวันตกของไทย

ภูเขาสลับซับซ้อน ป่าไม้ผืนใหญ่ แม่น้ำหลายสายรวมไปถึงน้ำตกน้อยใหญ่ เป็นที่อาศัยของสัตว์มากมาย รวมกันก่อเกิดเป็นธรรมชาติที่อุดมสมบูรณ์แห่งซีกตะวันตกของประเทศไทย…

ขอยกให้เป็นอีกหนึ่งทริปที่มีความประทับใจมากและต้องไปเส้นทางเดิมซ้ำๆอีกหลายครั้งเพื่อเสพธรรมชาติ ณ ที่แห่งนี้ การได้เดินทางมาเที่ยวดินแดนแห่งนี้ทำให้รู้สึกว่าเราอยู่ในดินแดนที่โอบล้อมไปด้วยธรรมชาติและบำบัดให้เราเข้มแข็งจากความเหนื่อยล้าที่สั่งสมมานาน

ออกเดินทาง
   และแล้วการเดินทางก็เริ่มต้นขึ้นเป้าหมายของวันแรกคือไปชมพระอาทิตย์ขึ้นที่เขื่อนวชิราลงกรณ เราจึงออกจากบ้านเวลาตีสอง ผมใช้เส้นทาง กาญจนาภิเษก-บางเลน-กำแพงแสน-พนมทวน-กาญจนบุรี-ไทรโยค-ทองผาภูมิ ขับรถตอนกลางคืนข้อดีคือไม่มีรถ ทำเวลาได้ดีพอสมควร ผมขับได้สบายๆ แต่ง่วงนิดๆ

ระยะทางทั้งหมดจาก กทม.ถึงเนินช้างศึกตำบลปิล็อก

เขื่อนวชิราลงกรณ

   เวลาหกโมงเช้าถึงอ.ทองผาภูมิ ฟ้าเริ่มสางแล้วเลี้ยวเข้าเขื่อนวชิราลงกรณ ตั้งแต่ทางเข้าเขื่อนหลังจากผ่านจุดตวจรักษาความปลอดภัยมาแล้ว ไม่คิดว่าจะเป็นเขื่อนที่สวยและบรรยากาศดีเช่นนี้ ความชุ่มชื้นของอากาศตอนเช้าหมอกลอยหนาและต่ำลงจนมาปกคลุมอยู่ข้างหน้าเราทำให้อยากจอดรถแล้วลงไปวิ่งเล่นซะเลยทีเดียว

เขื่อนวชิรลงกรณ จ.กาญจนบุรี
เขื่อนวชิรลงกรณ จ.กาญจนบุรี
เขื่อนวชิรลงกรณ จ.กาญจนบุรี
เขื่อนวชิรลงกรณ จ.กาญจนบุรี

ผมขับรถชมอย่างช้าๆเอื่อยๆ วันนี้เราเป็นคนแรกที่เข้ามาชมเขื่อน ขับรถไล่เรียงไปตามถนน จนมาถึงสันเขื่อนแล้วจอดพักเดินเล่นสักแปบ ที่นี่มีลิงอยู่ฝูงหนึ่ง ดูจากอาการแล้วค่อนข้างจะหวงถิ่น หากมีเสียงดังหรืออึกทึกลิงก็จะเข้ามาใกล้ๆ แล้ววนๆดูรอบเพื่อป้องกันอาณาเขต แต่ก็จะมีนิสัยคุ้นกับคนอยู่บ้างชอบกระโดดขึ้นไปบนรถขโมยของในทีเราเผลอ

เขื่อนวชิรลงกรณ จ.กาญจนบุรี
เขื่อนวชิรลงกรณ จ.กาญจนบุรี

ตะวันเริ่มฉายแสงอ่อนๆ บนสันเขื่อนนี้สามารถมองเห็นภูเขาที่อยูข้างหน้าท่ามกลางหมอกที่ยังคลุ้งอยู่ทั่วบริเวณเขื่อนผสมกันเป็นแสงสีทองอ่อนๆ เรายืนชมแสงเช้าบนสันเขื่อนนี้ท่ามกลางอากาศเย็นสดชื่นยามเช้า ไม่กี่อึกใจ ไม่กี่นาที แสงอาทิตย์ก็สาดส่องผ่านม่านหมอกมาเต็มที่เป็นสัญญาณว่าวันใหม่ได้เริ่มต้นขึ้นแล้ว ชื่นชมอยู่พักนึงก็ต้องออกเดินทางกันต่อ

เขื่อนวชิรลงกรณ จ.กาญจนบุรี
เขื่อนวชิรลงกรณ จ.กาญจนบุรี
เขื่อนวชิรลงกรณ จ.กาญจนบุรี

เขื่อนวชิรลงกรณ จ.กาญจนบุรี
เขื่อนวชิรลงกรณ จ.กาญจนบุรี

อุทยานแห่งชาติทองผาภูมิ

   ระยะทางขึ้นสู่อุทยานแห่งชาติทองผาภูมิจากเขื่อนวชิราลงกรณประมาณหกสิบกิโลเมตร ในช่วงช่วงยี่สิบกิโลเมตรสุดท้ายหลังจากแยกบ้านไร่-ปิล๊อกนั้นเริ่มเป็นทางขึ้นลงเขาและโค้งเยอะ สภาพถนนค่อนข้างเป็นหลุมเป็นบ่อบางช่วงไหล่ทางทรุดลงไปทางไหล่เขา ทำให้รถสวนกันค่อนข้างลำบากการเดินทางควรเผื่อเวลาและวางแผรการเดินทางให้ดีครับ ยิ่งช่วงกลางคืนแล้ว ถนนจะมืดมากคืนข้างอันตรายอาจร่วงลงเหวได้ง่ายๆ

อุทยานแห่งชาติทองผาภูมิ
อุทยานแห่งชาติทองผาภูมิ

ระหว่างทางจะมีจุดชมวิวให้ได้พักกันอยู่เรื่อยๆหากเหนื่อยสามารถจอดพักกันได้สบาย จุดชมวิวหากเป็นช่วงเช้าอาจจะมีทะเลหมอกที่หนานุ่มก็ได้เพราะเป็นจุดที่อยู่เหนือหุบเขา
ซึ่งเมื่อขึ้นมาซักระยะนึงแล้วสัญญาณโทรศัพท์จะหาได้ยากมาก หากจุดไหนที่สามารถรับสัญญาณได้ จะมีป้ายที่ทางอุทยานได้ทำไว้แบบนี้

อุทยานแห่งชาติทองผาภูมิ
อุทยานแห่งชาติทองผาภูมิ

เมื่อมาถึงอุทยานแห่งชาติทองผาภูมิเวลาประมาณเก้าโมงกว่าๆ แดดเริ่มร้อนแต่อากาศยังเย็นสบาย เราติดต่อเจ้าหน้าที่เพื่อจ่ายค่าเข้าและค่าที่พัก

อุทยานแห่งชาติทองผาภูมิ
อุทยานแห่งชาติทองผาภูมิ

*** การจองที่พักของที่นี่
จะต้องโทรจองกับอุทยานแห่งชาติทองผาภูมิโดยตรง ไม่สามาถจองผ่านหน้าเว็บหรือโทรจองกับอุทยานแห่งชาติได้ เนื่องจากที่นั่นไม่มีสัญญาณโทรศัทพ์จึงเข้ากับระบบส่วนกลางได้ลำบาก ศูนย์รับจองจะอยู่หน่วยเฝ้าระวังของอุทยานใกล้ๆกับเขื่อนวชิราลงกรณ์ห่างจากอุทยานแห่งชาติทองผาภูมิเกือบหกสิบกิโลเมตรและหากจะไปจองที่ทำการอุทยานแห่งชาติทองผาภูมิก็ไม่สามารถรับจองได้จะต้องติดต่อผ่านศูนย์รับจองก่อนเท่านั้นครับ ดังนั้นการจะจองบ้านพักต้องวางแผนกันให้ดีและจะเข้าบ้านพักได้หลังเวลาห้าโมงเช้าเท่านั้น

อุทยานแห่งชาติทองผาภูมิ
เบอร์ติดต่อ อุทยานแห่งชาติทองผาภูมิ

บรรยากาศโดยรวมของอุทยานประทับใจตั้งแต่ศูนย์บริการนักท่องเที่ยว เมื่อเข้าไปถึงจะมีนกเงือกตัวใหญ่คอยต้อนรับซึ่งเป็นนกเงือกที่อุทยานเลี้ยงให้อาหารอยู่ที่นี่

อุทยานแห่งชาติทองผาภูมิ

ส่วนอาคารที่ทำการเป็นระเบียบเรียบร้อย สามารถนั่งพักผ่อนดูรูปภาพต่างๆของอุทยาน และซื้อของฝากได้
ระหว่างรอรับกุญแจบ้านพัก เราก็เดินเล่นรอบๆ ที่นี่บรรยากาศดี ป่าไม้ยังแน่นหนา และอากาศเย็นทั้งวัน จุดกางเต้นท์เนินกูดดอยที่อยู่ในอุทยาน ร่มรื่นทั้งวัน นอนได้สบายๆ แต่แอบสังเกตุเห็นทากตัวเล็ก ระวังให้ดีนะครับ

อุทยานแห่งชาติทองผาภูมิ
อุทยานแห่งชาติทองผาภูมิ

ที่นี่เป็นอุทยานที่ใช้พลังงานสะอาด ทั้งจากพลังงานแสงอาทิตย์และพลังงานลมคอยผลิตกระแสไฟฟ้าไว้จ่ายให้ใช้ในบริเวณอุทยาน

อุทยานแห่งชาติทองผาภูมิ
แผงโซลาเซล์ อุทยานแห่งชาติทองผาภูมิ

หลังจากนั้นก็ได้เวลาอาหารเช้า+กลางกลางวันพอดีเรากินข้าวกันที่ร้านสวัสดิการในที่กำการอุทยาน อาหารทีนี่รสชาติจัดว่าดีหรือเพราะหิวไม่แน่ใจแต่ก็หมดเกลี้ยงครับ กินเสร็จก็ได้เวลาเอนนอน ก็นอนที่โต๊ะกินข้าวนั่นละครับ

ร้านค้าสวัสดิการ อุทยานแห่งชาติทองผาภูมิ

น้ำตกจ๊อกกระดิ่น  [มากจากภาษาพม่า จ๊อก+กระด่าน แปลว่า หิน+น้ำตก]

น้ำตกจ๊อกกระดิ่นเป็นน้ำตกที่ไหลลงมาจากภูเขาและตกลงมาตามหน้าผาซึ่งสูงราว30เมตร ตกลงมาเบื้องล่างสู่แอ่งน้ำสีมรกต บางคนเรียกน้ำตกนี้ว่าเยี่ยวช้างตามลักษณะของน้ำ น้ำที่นี่ใสและเย็นมาก เมื่อไปถึงเจ้าหน้าที่จะแนะนำให้สำหรับผู้ที่จะลงเล่นน้ำว่าจุดที่ลึกสุดของน้ำคือด้านในของน้ำตกมีความลึกประมาณสามเมตร ควรเดินเข้าไปน้ำตกจากหน้าหน้าโดยตรงเพราะกระแสน้ำจะผลักเราออกมาด้านหน้าที่เดิมหากเดินเข้าจากด้านข้างแล้วน้ำจะดูดเราสู่กลางน้ำตกและจมลงไป
การเดินทางเข้าน้ำตกเส้นทางส่วนใหญ่เป็นถนนคอนกรีต แต่มีความชันอยู่มากควรใช้ความระมัดระวังในการขับขี่เป็นพิเศษ บริเวณของน้ำตกนี้ยังมีความเป็นธรรมชาติมาก ไม่มีสิ่งอำนวยความสะดวกใดๆนอกจากห้องน้ำ และนักท่องเที่ยวยังมีไม่มากนัก

น้ำตกจ๊อกกระดิ่น
น้ำตกจ๊อกกระดิ่น ทองผาภูมิ
น้ำตกจ๊อกกระดิ่น
น้ำตกจ๊อกกระดิ่น ทองผาภูมิ
น้ำตกจ๊อกกระดิ่น
น้ำตกจ๊อกกระดิ่น ทองผาภูมิ

เนินช้างศึก

เสร็จจากการแช่น้ำตกก็เดินทางไปยังเนินช้างศึก ที่เนินช้างศึกเป็นฐานปฏิบัติการของตำรวจตระเวนชายแดนที่ 135 (ฐานช้างศึก)  บางคนก็เรียก ยอดดอยปิล๊อก หรือ ต่องปะแล เป็นฐาน ตชด ที่ตั้งอยู่ในเส้นพรมแดนไทย-พม่า อยู่สูงจากระดับน้ำทะเลประมาณ 1,053 เมตร และมีลานสำหรับกางเต้นท์อยู่บริเวณนั้น  เรามาถึงเนินช้างศึกเวลาประมาณบ่ายโมง บนยอดเนินช้างศึกเป็นลักษณะเตียนโล่งยอดเขาสูง สามารถมองเห็นเขาช้างเผือกทางด้านทิศเหนือส่วนด้านล่างทางทิศตะวันตกเฉียงเหนือสามารถมองเห็นหมู่บ้านอีต่องและประเทศพม่า และมองเห็นสถานีส่งก๊าซของ ปตท. ที่อยู่ฝั่งพม่า
   ช่วงบ่ายที่นี่แดดจะร้อมาก แต่นักท่องเที่ยวเริ่มมากางเต้นท์จับจองพื้นที่กันแล้วมุมทางทิศตะวันตก จะมองเห็นทิวเขาสลับซับซ้อนไล่เรียงกันไป ส่วนใหญ่นักท่องเที่ยวจะมาถ่ายภาพช่วงตะวันตกดินกันที่นี่ วันนี้เราเลยตั้งใจจะไปเที่ยวที่บ้านอีต่องแล้วกลับมารอชมตะวันตกดินกันที่นี่อีกครั้ง

เนินช้างศึก
เนินช้างศึก
เนินช้างศึก
เนินช้างศึก

 เมื่อมาถึงเนินช้างศึกช่วงเย็น หมอกเริ่มลงหนา นักท่องเที่ยวเริ่มหนาตา กางเต้นท์กันเต็มพื้นที่ บ้างก็กินหมูกระทะ บ้างก็เปิดเครื่องเสียงที่พกมา บ้างก็ดื่มสุรา ตามแต่ความพอใจ
หมอกเริ่มลงหนาเรื่อยๆ บังแสงอาทิตย์จนมืดมัว มองเห็นเพียงแสงสลัวที่ลอดผ่านมา

จุดกางเต้นท์ เนินช้างศึก

บ้านอีต่อง-เหมืองปิล๊อก

จากเนินช้างศึกลงมาไม่ไกลก็ บ้านอีต่องแห่งหุบเขาปิล๊อก ซึ่งอดีตเคยเป็นที่รุ่งเรื่องในด้านการทำเหมืองแร่อย่างมาก หลังจากนั้นก็ได้ปิดตัวลงเหลือเพียงหมู่บ้านอันเงียบสงบ อากาศที่นี่ค่อนข้างเย็น เพราะหมู่บ้านตั้งอยู่บริเวณด้านล่างของภูเขามากมาย เราขับรถชมรอบๆหมู่บ้านนี้ ไปดูเนินเขาเสาธง(จุดประสามนสัมพันธไมตรี นิจนิรันดร์ ไทย-เมียนมาร์) พี่ทหารของพม่าแกหน้าตาดุๆ ก็เลยไม่กล้าเข้าไปด้านใน กลัวว่าถ้าพี่แกไม่ยิงเราก็หมาจะวิ่งมากัดเราเสียเอง

ป้ายหน้าเหมืองปิล๊อก
เสาเชิญธง ปิล๊อก บ้านอีต่อง

ถัดจากเนินเขาเสาธงไม่กี่ร้อยเมตร ก็จะถึงจุดเฝ้าตรวจช่องทางมิตรภาพ ตรงนี้เราสามารถเดินลงตามทางไปได้จนถึงด้านล่าง

ปิล๊อก บ้านอีต่อง
ปิล๊อก บ้านอีต่อง

จนเวลาช่วงเย็นเราก็เริ่มหิวกันอีกแล้ว ก็เลยจะหาอะไรกินกันง่ายๆประหยัดๆ จึงกลับมาหาร้านอาหารแถวตลาดบ้านอีต่องเห็นป้ายปูสดเยอะแยะไปหมด

ปิล๊อก บ้านอีต่อง
ปิล๊อก บ้านอีต่อง

ด้วยความหิวจึงหลุดปากบอกพนักงานร้านไปว่า ปูนึ่ง กุ้งพม่าอบ ผัดเผ็ดหมูป่า ต้มแซ่บหมู ที่นี่ขึ้นชื่อเลื่องลือความสดอร่อยของอาหารทะเลจากฝั่งพม่ามาก เนื่องจากอีกไม่กี่สิบกิโลก็ถึงทะเลอันดามันของฝั่งพม่าอาหารทะเลที่นี่จึงสดใหม่ และราคาไม่แพง

หากเป็นช่วงวันหยุดร้านนี้จะคนเยอะมากๆ ช่วงมื้อเย็นจะต้องจองที่นั่งไว้ล่วงหน้า วันที่ผมไปนั้น โต๊ะถูกจองเต็มตั้งแต่สี่โมงกว่าๆ หากไปช่วงเช้าหรือสายๆหน่อยก็คงพอจะสะดวกกว่าครับ

อิ่มกันแล้วก็เดินย่อยกันหน่อยชมหมู่บ้านปละบรรยากาศโดยรอบที่นี่เงียบสงบดีครับ สถานที่น่าอยู่อาศัย วันนี้คนไม่เยอะมากเท่าไหร่ ร้านค้า ร้านกาแฟ ที่พักยังไม่เยอะเท่าไหร่ เหมาะแก่การหาที่สงบๆไว้พักผ่อนครับ

ปิล๊อก บ้านอีต่อง
ปิล๊อก บ้านอีต่อง
ปิล๊อก บ้านอีต่อง
ปิล๊อก บ้านอีต่อง
ปิล๊อก บ้านอีต่อง
ปิล๊อก บ้านอีต่อง
ปิล๊อก บ้านอีต่อง
ปิล๊อก บ้านอีต่อง

คืนนี้นอนที่บ้านพักของอุทยานตามที่เราจองไว้ก่อนหน้านี้ ช่วงมืดแล้วที่นี่เงียบมากๆ มีแต่เพียงเสียงจั๊กจั่น ร้องกันระงมไปทั่ว ที่อุทยานจะงดจ่านไฟฟ้าเวลาปนะมาณสองทุ่มหากเป็นช่วงวันหยุดจะงดจ่ายเวลาสามทุ่ม เราใช้เวลาไม่นานก็หลับไปก่อนสามทุ่มเพราะความเพลียจากการเดินทางเมื่อคืน

บ้านพัก อุทยานแห่งชาติทองผาภูมิ

เช้าวันใหม่ อุทยานแห่งชาติทองผาภูมิ

   ตีห้าครึ่งเสียงนาฬากาปลุกที่ตั้งจากโทรศัพท์ก็ดัง ทุกคนรีบตื่นลุกจากที่นอนล้างหน้าแปรงฟัน แต่ไม่มีใครอาบน้ำ เพราะน้ำเย็นมากไม่ต่างกับน้ำที่แช่ไว้ในตู้เย็น ทำธุระเสร็จเรียบร้อยแล้วก็เดินไปชมทะเลหมอก และพระอาทิตย์ขึ้นที่จุดชมวิว ที่นี่มีจุดชมวิวสองจุด คือ จุดชมวิวเนินกูดดอย-ช้างเผือก และจุดชมวิวเนินช้างเผือก ทั้งสองจุดจเป็นจุดชมวิวทางด้านทิศตะวันออก
ฟ้าเริ่มสว่างขึ้นเรื่อยๆ ได้เวลาพระอาทิตย์โผล่ขึ้นมาส่องแสง แต่ว่าวันนี้อากาศค่อนข้างครึ้ม เมฆหนา ปกคลุมท้องฟ้า มีเพียงแสงที่เล็ดลอด คลิบเมฆเล็กน้อยเท่านั้น ส่วนทะเลหมอกไม่มีเลย ไม่มีแม้กระทั่งหมอก รออยู่นานสองนาน ทั้งหมอก ทั้งพระอาทิตย์ก็ไม่มา มีเพียงทิวเขาสลับสับซ้อนให้ชมเท่านั้น

อุทยานแห่งชาติทองผาภูมิ
จุดชมวิวเนินกูดดอย อุทยานแห่งชาติทองผาภูมิ

ช่วงสายกลับที่พักทานอาหารเช้าสุดพิเศษ นั่งกินท่ามกลางเสียงนกเสียงจิ้งหรีด

อุทยานแห่งชาติทองผาภูมิ

และแล้วก็ได้เวลาเก็บของกลับบ้าน ระหว่างทางกลับมาถึง อ.ทองผาภูมิเกือบเที่ยง จึงตัดสินใจแล้วซ้ายไปยัง อ.สังขละบุรี ระยะทางจาก ทองผาภูมิถึงสังขละบุรี ประมาณเจ็ดสิบกิโลเมตร ไม่ใกล้ไม่ไกล อึดใจเดียวยาววๆ เส้นทางบางช่วงขึ้นลงเขา และบางช่วงจะถนนจะเลียบพื่นที่รับน้ำเหนือเขื่อนวชิราลงกรณด้านทิศตะวันตกช่วงเย็นพระอาทิตย์ตกดินที่นี่น่าจะสวยมากๆ ระหว่างทางจะผ่าน น้ำตกเกริงกระเวีย อุทยานแห่งชาติเขาแหลม ป้อมปี่

สังขละบุรี

ถึงสังขละบุรีหาร้านกินมื้อกลงวัน และเดินเล่นสะพานมอญเดินเล่นชมสะพานไปเรื่อย  อยู่กลางสะพานได้ไม่นาน ถ่ายรูปเป็นที่ระลึกเสร็จแล้วก็เดินทางกลับ เพราะเวลานี้บ่ายสองกว่าๆแดดร้อนเหลือเกิน เที่ยวเล่นพอหอมปากหอมคอแล้วก็เดินทางกลับ

สะพานมอญ สังขละบุรี
สะพานมอญ สังขละบุรี
สะพานมอญ สังขละบุรี
สะพานมอญ สังขละบุรี

ผ่านไปจนค่อนวันก็ถึงเวลาต้องกลับแล้ว นับว่าเป็นทริปที่เที่ยวได้สนุกและเยอะมากมาย หากมีโอกาสจะใช้เวลามาอยู่ที่ทองผาภูมิให้นานกว่านี้ เพื่อดื่มด่ำ เพื่อพักผ่อน อย่างเต็มที่ท่ามกลางธรรมชาติอันงดงาม

By…Pixza